Uncategorized

climbing 101

Climbing คือแปลตรงนั่นล่ะ การปีน แต่ว่าจะปีนผาจำลอง หรือผาจริงก็แล้วแต่

**บทความนี้เขียนตอนที่ผู้เขียนอยู่ในประเทศที่ใช้หน่วยวัดไม่เหมือนเมืองไทย เพราะฉนั้นหน่วยต่างๆขอใช้ตามที่ผู้เขียนใช้ในขณะนั้น

ทั่วไป ก็น่าจะมี 3 ประ เภทคือ Bouldering, Top roping และ Lead climbing

Bouldering คือการ ปีนไม่ใช้เชือก ความสูงของ route ก็จะไม่สูงมาก 15 ฟุต พื้นที่บริเวณการปีน บางที่จะทำพื้น ที่รองไว้ด้วย ฟองน้ำ หรือวัสดุ ที่รองรับแรงกระแทกได้เวลาตก ก็จะไม่บาดเจ็บ (ถ้าตกลงมาปกตินะ บางคนอาจะตกลงผิดท่า เช่นเอาแขนลง หลังลง หรือลง แล้วเท่าพลิก ก็จะมีการบาดเจ็บได้ ) บางที่อาจจะที แผ่น คล้ายๆที่นอน (crash pad) มารองรับเพิ่มอีกที

การแบ่งเกรดของ Bouldering โดยสากล จะเป็น vermin system คือจะมี ตัวอักษร Vนำ แล้วตามด้วยตัวเลข v0 v1 v2 ไปเรื่อยๆ

เพราะฉนั้น  เกรดที่ง่ายที่สุดคือ V0- (บางที่อาจจะใช้ Vb หรือ V Basic)  ตอนนี้ในยิมที่ปีนแถวนี้ จะมีเกรด V0-  ไปจนถึง V10 แต่ การปีน Bolulder outdoor ตอนนี้มีถึง V16


Top roping ก็ คือการปีนแบบใช้เชือก เชือกจะห้อย มาจาก ด้านบนสุดของ route ที่จะปีน ปลายเชือกทั้ง 2 ด้านจะ อยู่ที่พื้น เวลาจะปีน toprope คนปีน (climber) จะผูกเชือก(ผูกด้วย double figure 8 knot) ด้านนึงเข้ากับตัวเอง(ใช้เชือกด้านที่ติดกำแพง) แล้วมีคนคอยจับเชือกอีกด้าน(belayer) โดยต้องจับเชือกผ่านอุปกรณ์ พวก belay device (ห้ามถือเชือกด้วยมือเปล่า หรือ ผูกไว้กับเอว มันไม่ปลอดภัย) คนปีน รับรองได้ว่า เวลาตก จะไม่ตกลงถึงพื้นแน่นอน(ถ้า belayer ทำการ belay ถูกวิธีนะ)การแบ่งเกรด จะมีหลาย ประเภทมาก แบบ YDS (Yosemite Decimal System) แบบ french และอื่นๆอีกมากมาย ที่อเมริกาจะใช้ระบบ YDS โดย เริ่มจาก 5.0 ขึ้นไปเรื่อย 5.0 นี่แทบจะเดินขึ้น ในยิมส่วนใหญ่น่าจะเริ่มจาก 5.5,5.6 ขึ้นไป ถามว่ายากแค่ไหน ลองนึกภาพว่า ปีนบันไดลิง ยากประมาณนั้นล่ะ อาจจะยากกว่า เพราะ ที่ให้จับรูปร่าง ต่างกันไปแต่ใหญ่มาก แล้วก็บางทีไม้ได้ขึ้นไปเป็นเส้นตรง อาจจะมีการ ไปซ้ายขวาบ้าง แต่ไม่ยากหรอก

เกรดในยิมสูงสุดแถวนี้ก็ 5.13 (ที่ยิมอื่นๆ อาจจะมียากกว่านี้) แต่ outdoor มีถึง 5.15 และอีกไม่นานน่าจะมี 5.16

ที่วงไว้คิอจุดที่ห้อยเชือกจากด้านบน ในยิมนี้ทำเป็น รอก 1 รอบ ช่วยทดแรงได้ครึ่งนีง(ถ้าจำไม่ผิด)ที่วงไว้คิอจุดที่ห้อยเชือกจากด้านบน ในยิมนี้ทำเป็น รอก 1 รอบ ช่วยทดแรงได้ครึ่งนีง(ถ้าจำไม่ผิด)

Lead Climbing คล้ายกับ top rope ต่างกันที่ เชือกจะไม่ได้ห้อยมาจากด้านบน เชือกจะกองอยู่กับพื้น คนปีน จะต้องปีนขึ้นไปพร้อมเชือก แล้วค่อยๆเอาเชือกไปคลิปไว้กับ quickdraw ตามทางที่ปีนขึ้นไป ความยากคือ การปีนแบบนี้ตค่อนข้างจะใช้แรงของตัวเองทั้งหมดในการปีน ไม่สามารถให้เพื่อนช่วยดึงได้ เวลาจะคลิปเชือก เข้ากับ quickdraw ก็ต้องห้อยตัวเองด้วย มือเดียว(กับ อีก 2 เท้า, 1 เท้า หรือ ไม่มีที่ให้เหยียบ แล้วแต่ความยาก) เพื่อที่อีกมือนึงจะได้คลิป จึงใช้แรงมากกว่าปกติ และการตก จากการปีน ก็จะตกลงมามากกว่า top rope นึกภาพตาม ถ้า top rope สมมุติว่าเรา ปีนขึ้นไปได้ 15 ฟุตแล้ว เหนื่อย แต่ยังขยับตัวเองขึ้นไปได้อีก  2  ฟุต ถึงจุดนี้หมดแรงจริงๆ แล้ว มือหลุด และคน BELAY ถ้าคอยดึงเชือกไว้ตึงตลอด คนปีนปล่อยมือหลุดไป ก็จะไม่ตกลงมาจากจุดที่ตกมากมาย อาจจะ หล่นลงมานิดหน่อย ตามแรงหย่อนในเชือก อาจจะแค่ 1-2 ฟุต เวลาปีนต่อ ก็ต่อไปได้เลยไม่ยาก

ในกรณีเดียวกัน ถ้า lead สมมุติ ปีนไปได้ 15 ฟุต มี quickdraw ให้คลิป พอดี(จุดต่อไปอยู่อีก 5 ฟุต ข้างบน) พอปีนต่อเลยจุดคลิปนี้  เชือกที่ติดกับตัวจะเลย จุดคลิป ล่าสุดไป ถ้าปีนไปได้ 2 ฟุต แล้วตก ความสูงที่ตก มากกว่า 2 ฟุต เพราะ quickdraw ตัวล่าสุดที่คลิปได้ อยู่ ข้างล่างเรา จุดนั้นจะเป็นจุดที่รับ นน.เวลาตก

เราปีนเลยไป 2 ฟุต เราก็ตกลงมา 2 บวก แรงโน้มถ่วง บวกนน. หลายๆ อย่างอาจจะทำให้ ตกลงไปเกิน 5 ฟุตได้ แต่ไม่ถึงพื้นแน่นอน เวลาปีนกลับขึ้นไปก็จะเสียแรงปีนใหม่อีกรอบ

ฟังดูอาจจะเหมือนน่ากลัวแต่ ไม่เท่าไร เพราะในยิม quickdraw จะห่างกัน ประมาณ 5-10 ฟุต  มันใกล้กันมาก ส่วนใหญ่สามารถเอื้อมมือไปคลิปอันถัดไปได้ก่อนที่จะปีนผ่านอันล่าสุด พอคลิปอันที่เหนือหัวได้ เวลาตกก็เหมือน top rope เพราะจุดรับ นน.อยู่ด้านบนแล้ว เราจะไม่ตกลงมามาก

แต่ถ้าปีน lead outdoor แต่ละจุดนี่ ห่างกัน 10 ฟุต ขึ้นไป เวลาตก route ยากๆบางทีตกกันมากกว่า 30-40 ฟุตก็มี

สังเกตุที่เชือกจะห้อยผ่าน quickdrawสังเกตุที่เชือกจะห้อยผ่าน quickdraw

lead startlead start